No Bartender พี่ครับชงเข้มกว่านี้อีกได้ไหม [18+] : โลมาตัวสีเขียวที่ว่ายอยู่ในทะเลสีชมพู

นิยายสั้นวาย ชาย-ชาย (YAOI)

โดย : โลมาตัวสีเขียวที่ว่ายอยู่ในทะเลสีชมพู
ลิขสิทธิ์ : Magic Time Media

วันศุกร์หรรษาที่ผู้คนปาร์ตี้ต้อนรับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ทำให้คืนนี้ Friday’s Club เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างโยกย้ายไปกับทำนองเพลงอย่างหลงใหลด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จนทำให้ทั้งผับมันตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นของความสนุกสนานและเสียงเพลง

ผมคือ ออสติน หนุ่มหล่อร่างสูง ผิวขาว ใบหน้าประดับด้วยผมสีน้ำตาลคาราเมลที่ขับออร่าของการเป็นตำแหน่งเจ้าของ Friday’s Club ผับดังที่สุดในย่านทองหล่อที่เปิดหุ้นกับ เจคอป และ ไรอัน เพื่อนสนิทสองคนสมัยมหาวิทยาลัย

“วันนี้คนเยอะเหมือนเดิมเลยว่ะ อนาคตนักธุรกิจพันล้านกูคงอยู่ไม่เกินเอื้อมแล้ว” เจคอปที่ยืนชงเหล้าอยู่ในบาร์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่เพ้อฝัน

“มึงเอาให้มันได้ร้อยล้านก่อนเถอะ” ผมว่าปรามมันอย่างเอือมๆ ก็ไอ้นี่มันชอบเพ้อฝันแบบนี้ทุกวันศุกร์อยู่ตลอด

“พอๆ มึงก็อย่าพึ่งไปดับฝันมัน” ไรอันที่นั่งอยู่ข้างๆผมเอ่ยขึ้น เพื่อแยกมวยระหว่างเพื่อนสนิทที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความเป็นคนดีของมัน ผมว่าถ้ามันดีกว่านี้คงไปบวชเป็นพระได้แล้ว ไม่ต้องทำมันแล้วธุรกิจร้านเหล้าเนี่ย

“ออสตินมึงมาเฝ้าบาร์ให้กูแป๊บนึงได้ไหมวะ มีธุระนิดหน่อย” เจคอปเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยบอกผม ทันทีที่ละสายตาขึ้นจากโทรศัพท์ที่ก่อนหน้านี้มันกดอะไรยิกๆ เหมือนกำลังคุยกับใครอยู่

“เออๆ รีบไปรีบมา” ผมตอบมันไปอย่างส่งๆ
.
.
.

00:30

Friday’s Club

“ดึกแล้วคนยังมาเพิ่มเรื่อยๆ เลยว่ะ กูว่าอนาคตนักธุรกิจพันล้านของเจคอปมันคงได้มาไม่ยากแล้ว” ไรอันเอยขึ้นอย่างขำขันพรางยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบ

“มึงก็บ้าจี้ไปเล่นตามมันเนอะ บ้านก็รวยอยู่แล้วไม่รู้จะอยากเป็นนักธุรกิจพันล้านไปทำไม” ผมเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจกับความปรารถนาของเจคอป

“ก็นั่นเงินพ่อมัน ไม่ใช่เงินมันสักหน่อย” คนที่นั่งอยู่ข้างๆอธิบายขึ้นให้ผมฟัง แต่บทสนทนาของเราทั้งคู่ต้องจบลงเพราะมีแขกคนใหม่กำลังเดินเข้ามาที่บาร์

“ คุณบาร์เทนเดอร์ครับ ผมขอ moscow mule ที่นึงครับ” เสียงของชายหนุ่มปริศนาหน้าหวานผิวสีน้ำผึ้งที่เดินมานั่งตรงหน้าผมได้เอ่ยขึ้น

[moscow mule คือ ค็อกเทลที่มีรสชาติเปรี้ยวของมะนาวและเผ็ดของขิงเล็กน้อย ซึ่งในแก้วจะประกอบไปด้วย ว้อดก้า เบียร์รสชาติ Spicy Ginger และน้ำมะนาว]

ผมกับไรอันมองหน้ากันอย่างงงๆ ที่คนมาใหม่หน้าหวานนี่เรียกผมว่าบาร์เทนเดอร์ เป็นไปไม่ได้ที่คนมา Friday’s Club จะไม่รู้จักว่าผมเป็นใครเพราะผมลงมาคลุกคลีอยู่ที่บาร์นี่แทบทุกวัน แถมด้วยใบหน้าอันหล่อเหลากับผมสีน้ำตาลคาราเมลอันน่าดึงดูดนี่ยังทำให้เป็นที่กรี๊ดกร๊าดในหมู่ลูกค้า ผมดังขนาดนี้ เขาไม่รู้ได้ยังไงวะ หรือผมคิดไปเองว่าผมดัง ??

“ครับ !? พูดกับผมหรอ ??” ผมเอ่ยถามคนตรงหน้าออกไปเพื่อเช็คความแน่ใจ

“ใช่ครับ ในบาร์ก็มีบาร์เทนเดอร์อยู่คนเดียวหนิ” โอ้วววว นี่ไอ้เด็กนั่นเห็นหน้าหล่อๆ ของผมเหมาะที่จะเป็นบาร์เทนเดอร์มากกว่าไรอันที่นั่งอยู่ข้างๆอีกหรอวะเนี่ย สายตามันต้องพังไปแล้วแน่ๆ!!!

“ถึงเวลาที่ดีเจไรอันอย่างกูต้องขึ้นแล้วว่ะ ไปก่อนนะเพื่อน” เพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งดีเจหน้าหล่อสุดแซ่บของผับ Friday’s Club เอ่ยขึ้น

อย่าไปทำอะไรเด็กมันล่ะ” มันเอ่ยขึ้นแซวผมก่อนที่จะเดินจากไป

ผมโกรธครับ โกรธเพื่อนทุกคนมากที่ทิ้งผมไปแล้วปล่อยให้ผมอยู่กับไอ้เด็กนี่ ตอนไหนเจคอปจะกลับมาเนี่ย ผมชักจะรับมือกับมันไม่ไหวแล้วนะ

“ คุณบาร์เทนเดอร์ครับ แก้วต่อไปผมของเข้มกว่านี้อีกนะครับ” เด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งตรงหน้าผมเอ่ยขึ้น

“ได้ครับ”

“ขอเข้มกว่านี้อีกได้ไหมครับ”

“ครับ” ผมตอบรับไป เพราะการบริการตามความต้องการของลูกค้าคือวิสัยทัศน์ของ Friday’s Club

“ขอเข้มกว่านี้อีกนิด” หลังจากที่ชิมคอกเทลไปแล้ว เขายังคงเอ่ยขอให้ผมเพิ่มแอลกอฮอล์ลงไปในคอกเทลแก้วที่สาม

“เดี๋ยวผมเพิ่มว้อดก้าให้อีกช็อตนะครับ”

“สามเลยครับ”

“มึงแดกขนาดนี้กินเพียวเลยไหมล่ะสัส กูจะเทให้เดี๋ยวนี้เลย” ด้วยความปากไว ผมก็เอ่ยประโยคนั้นอย่างประชดประชันใส่คนตรงหน้าอย่างหมดความอดทนเพราะว้อดก้าสามช็อตนี่มันเกือบจะเต็มแก้วแล้วนะครับ

“เสียงดังอะไรกันวะออสติน” เจคอปที่กำลังเดินมาเอ่ยพูดขึ้น

“เปล่า ไม่มีอะไร กลับมาทำหน้าที่ของมึงเถอะ” ผมตอบมันอย่างเสียงนิ่งเรียบที่กดความรู้สึกหงุดหงิดก่อนหน้าเอาไว้
.
.
.

วันศุกร์หรรษาและวันหยุดสุดสัปดาห์ที่กว่าจะมาถึงนั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกตัวอีกทีก็เป็นวันจันทร์เสียแล้ว วันแรกของการเริ่มต้นทำงานแบบนี้ Friday’s Club ของผมก็ค่อนข้างที่จะเงียบเป็นพิเศษ จะมีก็เพียงแต่พวกที่ชอบปาร์ตี้ หรือ alcoholism บางคนที่มาได้ทุกวันแบบนี้
.
.
.

“พี่บาร์เทนเดอร์คร้าบบบบ ผมขอ moscow mule ทีคร้าบบบบบบ” ผมล่ะไม่เข้าใจไอ้เด็กนี่เลยว่าทำไมถึงได้กินทุกวันแบบนี้ หลังจากวันศุกร์หรรษาครั้งนั้น วันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมามันก็ยังมาที่นี่อีก และที่สำคัญคือมันมักจะโผล่มาตอนที่เพื่อนสนิทผมอย่างเจคอปที่เป็นบาร์เทนเดอร์ไปทำธุระตลอด เลยต้องเป็นผมที่มานั่งชงเหล้าอยู่แบบนี้

“ผมไม่ใช่บาร์เทนเดอร์ บอกไปหลายรอบแล้วไม่ใช่หรอ”

“ ชงเหล้าที่บาร์ก็ต้องเป็นบาร์เทนเดอร์ดิ” มันพูดขึ้นพร้อมกับรับเอาแก้วค็อกเทลจากมือผมไปดื่ม

“เจ้าของร้าน กูเป็นเจ้าของร้านนี้” ผมเอ่ยขึ้น

พรวดดดดดดด

“ห้ะ !! คนที่เขาว่ากันว่าหล่อนักหล่อหนานี่คือพี่หรอ” มันเบิกตากว้างถามผมขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ

“เออ กูเอง ทำไม หล่อจนน้ำพุ่งเลยอ่ะดิ”

“หึ ไม่คิดว่าเพื่อนที่โรงเรียนมีรสนิยมแบบนี้” มันพูดขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าไปมา

“โรงเรียน ?? นี่มึงยังอายุไม่ถึง 20 หนิ !!! มึงเข้าผับกูมาได้ยังไงวะไอ้เด็ก!!!” ผมเอ่ยขึ้นอย่างงุ่นงงพร้อมกับตกใจสุดขีด นี่การ์ดผับผมละเลยการตรวจบัตรอย่างนั้นหรอ ถึงปล่อยเด็กนี่เข้ามาได้น่ะ คงต้องสั่งสอนกันชุดใหญ่ซะแล้ว

“ถึงแล้ว ปีนี้ผมอายุ 20 พอดี” เสียงของคนตรงหน้าที่เอ่ยขึ้นทำเอาผมงงตาแตก ทำไมเด็กมัธยมถึงอายุ 20 ปีได้วะ

“ไปแลกเปลี่ยนที่แคนดามาเลยเรียนช้ากว่าเพื่อน 2 ปี” มันเอ่ยต่อ

“อ่อ” การ์ดผับผมยังทำหน้าที่ดีอยู่สินะ แล้วก่อนหน้านี้ที่มันพูดว่า ‘ไม่คิดว่าเพื่อนที่โรงเรียนมีรสนิยมแบบนี้’ นี่หมายความว่าไงวะ ผมไม่หล่อ หรือผมหล่อเกินไปจนคิดไม่ถึงกันแน่

“เดี๋ยวนี้ติดใจเด็กจนมาเป็นบาร์เทนเดอร์เองแล้วหรอวะ” ไรอันเอ่ยแซวขึ้นทันทีที่มันเดินมาหาผม

“ไม่กวนกูสักวันจะได้ไหม แค่ไอ้เด็กนี่ก็ปวดหัวจะแย่” ผมตอบกลับด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ

“สวัสดีครับ” เด็กที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมเอ่ยทักทายไรอันขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้

“หวัดดี” เพื่อนสนิทผมมันว่าตอบด้วยสีหน้ายิ้มแล้วเอ่ยต่อ “อย่ายิ้มให้พี่นานนะ ดูหน้าเพื่อนพี่สิ ตอนนี้มันเก็บอาการไม่ไหวแล้วนั่น”

“อะไร กูเปล่า” ผมปฏิเสธเสียงแข็ง อยู่ๆ มันมากล่าวหาผมแบบนี้ได้ไงกัน ผมไม่ได้แสดงอาการอะไรเลยนะแค่ทำหน้าหงุดหงิดที่ไรอันมันพูดแซวผมเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกหึงหรือไม่พอใจอะไรทั้งนั้นแหละครับทุกคน ผมไม่ได้หึงที่ไอ้เด็กนั่นมันยิ้มให้กับไรอันแต่ไม่ยิ้มให้กับผมซะหน่อย
.
.
.

1 สัปดาห์ต่อมา

23:00

Friday’s Club

“ มึงเลิกชะเง้อคอดิ๊ กูเวียนหัว” เจคอปที่ยืนเช็ดแก้วอยู่ได้พูดขึ้น

“มันคงมองหาไอ้เด็กหน้าหวานคนนั้นแหละมั้ง เขาก็คิดถึงของเขาอ่ะเนอะ ว่าที่นักธุรกิจพันล้านอย่างมึงจะไปเข้าใจอะไร” ไรอันเอ่ยพูดกับเจคอปแต่ก็ไม่วายที่จะวกกลับมาแซวผม

“กูไม่ได้มองหาหรือคิดถึงใครอยู่ทั้งนั้นแหละ” ผมปฏิเสธไปอย่างเสียงแข็ง

“นั่งไง” มันพูดพร้อมกับเลื่อสายตาไปที่ประตูทางเข้า “เด็กที่ออสตินติด มันมานู้นแล้ว” มันเอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่เด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งผมดำ ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังเดินมาทางนี้

“แหมมมมมมมม ปากบอกไม่ได้รอเขา ไม่ได้คิดถึงเขา แต่ก็มองไม่วางตาเลยน้า” เจคอปเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแซวๆ

“อะไร กูเปล่า”

“ปากแข็งจริงๆนะพ่อคุณ” ไรอันเอ่ยว่าผมอย่างเอือมๆ

“หายไปไหนตั้งนานวะ” ทันทีที่คนตัวเล็กเดินมาถึงผมก็เอ่ยถามขึ้น

“ช่วงนี้งานเยอะนิดหน่อย ไม่ค่อยว่างมาเลยกินที่ห้องน่ะ” น้องมันเอ่ยตอบด้วยแววตานิ่งเรียบ ผิดกับผมในตอนนี้ที่มีความสุขจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่

“วันนี้ผมขอ—”

“ moscow mule ที่นึงใช่ไหม รอแป๊บเดี๋ยวทำให้ตอนนี้ล่ะ” ผมเอ่ยพูดขึ้นทันทีที่น้องมันกำลังจะเอ่ยสั่ง เพราะทุกครั้งที่มาทีไรมันก็กินแต่เมนูนี้ตลอด

“ขอบคุณครับ” คนตัวเล็กเอ่ยตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“แฮ่มๆๆๆๆ พวกกูสองคนยังอยู่ตรงนี้นะครับ” ไรอันพูดขึ้น

“เหมือนจะมีคนลืมว่ากูเป็นบาร์เทนเดอร์เลยว่ะไรอัน” เจคอปว่าขึ้นพร้อมกับยิ้มล้อเลียน

“เดี๋ยวคนนี้กูดูแลเอง พวกมึงมีธุระไม่ใช่หรอ รีบๆไปทำซะสิ” ผมเอ่ยไล่เพื่อนสองคนให้มันไปจากตรงนี้สักทีก่อนที่เหยื่อของผมมันจะตกใจจนหนีไปอีก

หลังจากที่เพื่อนสนิทสองคนของผมได้เดินออกไป ผมก็ชงค็อกเทลให้คนตรงหน้าอยู่เรื่อยๆ จนจับสังเกตได้ว่าครั้งนี้มันดูกินเร็วกว่าครั้งก่อนๆ ยกเอายกเอาเหมือนหิวเหล้ามาก ไม่รู้ว่าไปกระหายมาจากไหน

“ฮึก…” หลังจากที่มันนั่งนิ่งอยู่นานผมก็ได้ยินเสียงเหมือนคนสะอื้น เลยละสายตาจากแก้วคอกเทลมาสนใจคนตรงหน้า

นี่มันร้องไห้หรอ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

“มึง…ร้องไห้หรอวะ” ผมเอ่ยถามคนตรงหน้า

“ก็…ฮึก…พี่ไม่คุยกับผมอ่ะ พี่โกรธผมหรอที่อยู่ๆ ผมก็หายไป” มันตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

โอ้มายก็อดดดดดดดดดด เด็กคนนี้มันจิตอ่อนจังวะ ที่ผมไม่ได้คุยอะไรกับมันหลังจากที่ไล่เพื่อนออกไป นั่นก็เพราะว่าคนตรงหน้านั่นแหละที่มาถึงก็ยกเอา ยกเอา ไม่มีเว้นช่องไฟให้ผมคุยด้วยเลย

“กูเปล่า”

“แต่พี่ไม่คุย…ฮึก…กับ…ผม”

“โอเคๆ กูขอโทษก็แล้วกัน มึงหยุดร้องดิ้ คนมองหมดแล้วเนี่ย”

“ฮรือออออออ” ผมว่าผมบอกให้มันหยุดร้องนะ ไม่ใช่ให้มันร้องดังกว่าเดิม จนคนแถวนี้หันมามองเรากันหมด แบบนี้ผมคงต้องปลอบมันให้หยุดร้องสักทีแล้วล่ะ

“ถ้ามึงหยุดร้อง กูจะให้ชิม pear cider ของใหม่พึ่งลงเมื่อวานเลยนะเว้ย” ผมเอาเหล้ามาล่อคนตรงหน้าหวังว่ามันจะได้ผล และก็เป็นอย่างที่คาด มันหยุดร้องไห้และเปลี่ยนแววตาเป็นประกาย

“จริงนะ !?” เด็ก เด็กจริงๆ ที่มันทำหน้าอย่างกับเด็กสามขวบ กำลังดีใจที่แม่บอกจะซื้อของเล่นให้อย่างนั้น
.
.
.

ผมริน pear cider เหล้าหมักจากลูกแพร์ให้คนตรงหน้าได้ลิ้มลอง

“เป็นไง ดีป่ะ” ผมเอ่ยถามมันด้วยความรู้สึกลุ้น

“ดีว่ะพี่ รสชาติเบาบางแต่ตราตรึง ผมชอบนะ” มันว่าตอบพรางจิบชิมแก้วที่มี pear cider อยู่อย่างเชื่องช้า

“แต่น่าเสียดายที่วันนี้ผมคงดื่มมันอีกแก้วไม่ไหว” คนผิวสีน้ำผึ้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและแววตาเสียดายสุดขีด

“วันนี้กินไม่ไหว มึงก็มากินวันอื่นดิ” ปากผมมันพูดอะไรออกไปวะ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากให้ไอ้เด็กหน้ามึนคนนี้กลับมาอีกกันนะ
.
.
.

คืนวันจันทร์ที่เงียบเหงาแต่ดังไปด้วยเสียงเพลงกำลังจบลงไปแล้ว งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ก็จัดใหม่พรุ่งนี้ได้อีก ผู้คนที่เคยเต้นสนุกสนานในตอนแรก บัดนี้ได้เลื้อยเป็นงูกันหมดแล้ว คนตรงหน้าผมก็เช่นกัน ประโยคที่มันบอกว่า ‘ วันนี้ผมคงดื่มมันอีกแก้วไม่ไหว ’ นี่มันเป็นคำโกหกทั้งเพ เมื่อเด็กตรงหน้ายกแก้วเหล้าขึ้นมาซดไม่หยุด

“พอแล้วมึง เดี๋ยวก็กลับบ้านไม่ได้หรอก” ผมเอ่ยปรามเด็กตรงหน้าอย่างเป็นห่วง มันพยักหน้าตอบรับแต่มือยังคงหยิบแก้วเหล้าเข้าปากเหมือนเดิม จนผมต้องเดินออกจากบาร์ไปแย่งแก้วเหล้าจากมือมัน

“อื้อ เอาแก้วผมมานะ !!” ร่างเล็กเอ่ยครวญครางอ้อนวอนขอแก้วเหล้าของเขาคืน

“ไม่ มึงเมาแล้ว” ผมว่าตอบ

“ยังไม่มาววววว”

“มึงเมา” ผมยังคงเอ่ยยืนยัน

“เอาแก้วผมคืนมานะ !!!!!” คนข้างๆเอื้อมมือจะมาหยิบแก้วเหล้าของตัวเองกลับคืน แต่มันจะไม่เป็นปัญหาเลยถ้ามันหยิบเอาแก้วเหล้าของตัวเอง ไม่ใช่มา หยิบอะไร ของผมแบบนี้ !!!

“ที่มึงจับอยู่มันไม่ใช่แก้วเหล้า มันเป็นปืนใหญ่กู !! ไอ้เด็กเวร!!!” ผมเบิกตากว้างและตะโกนออกไปอย่างตกใจ

“หยุดลูบสิวะ!!!!” จับเฉยๆยังไม่พอ ตอนนี้มาลูบอีก ไหนจะตาปรือๆ นั่น ขืนมันยังทำแบบนี้อยู่อารมณ์ผมมันได้พุ่งขึ้นมาอย่างแน่นอน

“โอ๊ะ ไม่ใช่แก้วนี่น่า ทำไมไม่บอกผมล่ะค้าบบบบบบ” เด็กข้างๆผมช้อนตาเยิ้มๆ นั่นขึ้นมามองและเอ่ยถาม มันยิ่งทำให้ผมทนไม่ไหวจนต้องยกหูโทรศัพท์บอกเพื่อนว่าวันนี้ขอกลับก่อน ถือโอกาสนี้ทำโทษเจ้ามือปลาหมึกนี้แล้วกันนะ ขอแกล้งซักหน่อยเถอะ หมั่นเขี้ยวมานานแล้ว
.
.
.

ผมขับรถออกมาจากร้านเพื่อพาเด็กนั่นไปยังคอนโดของตัวเองแทนที่จะไปส่งที่คอนโดมัน วันนี้คงต้องโดนลงโทษซะให้เข็ด ขนาดผมขับรถอยู่มือมันก็ยังลูบๆ คลำๆ ไม่เลิก

“มึงเอามือออกไปจากตัวกูแล้วเลิกเลื้อยสักที” ผมเอ่ยบอกคนตรงหน้า

“อื้อออออ” มันขานรับอย่างเมาๆ แต่ก็ยังไม่ยอมทำตามที่ผมบอกซักที มื้อไม้ลูบไล้หน้าท้องผมไม่เลิก

“หู้วววว ทำไมแน่นจางงงง ไม่เห็นมีพุงเหมือนเซนเซนเลย” เด็กข้างๆ ที่ลูบซิกแพ็กผมอยู่ก็เอ่ยขึ้น ว่าแต่เซนเซนที่มันพูดเมื่อกี้ใครวะ

“ดูดิ หน้าท้องเซนเซนมีแต่พุงอ่า” ความสงสัยของผมก็กระจ่างเมื่อเด็กข้างๆ เปิดเสื้อขึ้นโชว์หน้าท้องขาวเนียนที่มีขอบกางเกงใน supreme สีแดงโผล่พ้นขึ้นมา

ตาผมตอนนี้ไม่ได้มองถนนแล้วครับ ก็ภาพตรงหน้ามันเป็นไอ้เจ้าเด็กนั่นเปิดพุงโชว์นอนตาหวานเยิ้มจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ขนาดนั้น บอกได้เลยว่า โคตรจะเซ็กซี่ แต่ด้วยความที่ผมมีภูมิต้านทาน ภาพนั้นมันคงไม่ทำให้อารมณ์ของผมขึ้นหรอก ถ้ามันไม่ยื่นมือมาจับเป้ากางเกงผมอยู่ตอนนี้

ขึ้นขนาดนี้ให้ช่วยไหมครับ” มันเอ่ยถามพร้อมกับช้อนตาหวานเยิ้มนั่นขึ้นมามองผม

“ มึงช่วยกูไม่ไหวหรอก แล้วก็เลิกยั่วกูซะที” ผมปฏิเสธมันไปอย่างเสียงนิ่งเรียบและใบหน้าที่กดอารมณ์ความต้องการของตัวเองเอาไว้

“รู้ได้ยังไงว่าเซนเซนจะทำไม่ได้ครับ” หลังจากที่พูดจบ มันก็อ้าปากก้มลงมางับปืนใหญ่ของผมที่กำลังขยายขนาดอยู่ตอนนี้ เมื่อคนข้างๆ เปิดเกมมาแบบนี้ผมก็ตีไฟเลี้ยวเข้าข้างทางทันทีสิครับ

“ซี๊ดดดดดดดดดดส์” ได้แต่กัดฟันร้องเพื่อคลายความเสียวที่คนข้างๆมอบให้ ตอนนี้เนื้อผ้าของกางเกงที่เคยกั้นอยู่ก่อนหน้ามันไม่หลงเหลืออยู่แล้ว

“มึง……อืม…อมเข้าไปทั้ง…อ่า…อันเลยได้ไหม” ผ่มเอ่ยบอกคนตัวเล็กด้วยความเสียวพร้อมกับกระทุ้งเอวสวนจังหวะของเซนเซน

“อ่าส์…อืมมมมมมมม…” ด้วยความที่ฟันของคนตัวเล็กมันขูดกับเนื้อหนังของแท่งร้อนทำให้ยิ่งเสียวขึ้นไปอีกจนผมเผลอครางออกมา

“เร็ว…อื้ออออ…กว่านี้…อีกได้ไหม” ผมเอ่ยเร่งคนตรงหน้าและเจ้าเด็กก็เพิ่มจังหวะของปากขึ้นอย่างว่าง่าย จนทำให้ตัวผมมันสั่นกระตุก เพราะใกล้จะถึงจุดสุดยอด

“อื้มมมมมมมมม…จะเสร็จแล้วครับเซนเซน…”

“อ่าส์” ผมครางออกมาอย่างโล่งๆ หลังจากที่ได้คลายความอึดอัดของร่างกายช่วงล่างออกไป

“อ๊อก” อ่า ให้ตายเถอะ น้ำกามของผมที่มันไหลล้นออกมาจากปากของเจ้าเด็กนั่นมันเซ็กซี่จริงๆ

“กลืนไม่ไหวก็คายออกมาได้นะ” ผมเอ่ยบอกคนตรงหน้า แต่เจ้าเด็กนั่นมันกลับใช้ลิ้นเลียกินน้ำกามที่ล้นออกมาติดมุมปากแล้วกลืนลงไปซะอย่างนั้น

น้ำพี่ออสตินหวานขนาดนี้ ผมไม่คายทิ้งหรอกครับ” เซนเซนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าและแววตายั่วยวนอย่างมีความสุข ให้ตายเถอะไอ้เด็กนี่มันจะทำให้ผมหลงไปถึงไหน แค่นี้ก็โงหัวไม่ขึ้นแล้วนะ

ถ้าเปรียบคนตรงหน้าเป็นเครื่องดื่มในบาร์ เซนเซนก็คงเป็น pear cider ที่หวานซ่า รสชาติเบาบางแต่นุ่นนวล เวลาได้ลิ้มลองเข้าไปก็จะให้ความรู้สึกชุ่มไปทั้งปาก ด้วยความที่รสชาติดื่มง่ายชวนให้ลุ่มหลง พอรู้ตัวอีกทีก็เมาจนแทบไม่มีสติแล้ว

E N D

[บทส่งท้าย]

ไรอัน: กูบอกแล้วไงว่าอย่าไปทำอะไรเด็กมันน่ะ

เจคอป: เพราะกูไปทำธุระบ่อยเกินไปสินะ ถึงมีบางคนหลงเด็กจนมาเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่แบบนี้

ไรท์เตอร์เอง : เด็กมันร้ายนะคะทุกคนนนน 555555555555