กรรมบังตา : ตรีเนตร

นิยายสั้นสยองขวัญ (Horror/ Chiller)

โดย : ตรีเนตร
ลิขสิทธิ์ : Magic Time Media

คณะพรานป่าซึ่งมีผมอีกคนหนึ่งที่ขอติดตามไปด้วยก็รวมเป็นห้าคนพอดี ซึ่งคณะหมู่พรานเขาจะเรียกมือใหม่ว่า พรานเล็ก ลุงเชิญคือพรานใหญ่ เป็นหัวหน้าคณะในครั้งนี้ โดยปกติแล้วกลุ่มของลุงเชิญที่เข้าป่าเป็นประจำมีกันอยู่สี่คน แต่ครั้งนี้ผมอ้อนวอนขอติดตามคณะมาด้วย

การเดินขึ้นสู่ภูใหญ่ที่ติดกับเขตอำเภอเสิงสาจังหวัดนครราชสีมา ระยะทางจากบ้านบุงิ้วเราจะต้องเดินเท้าเกือบยี่สิบกิโลเมตร มองเห็นสันเขาทะมึนดุจกำแพงยักษ์เหยียดยาวหายเข้าไปในกลีบเมฆพวกเราต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพื่อไปให้ถึงที่พักบนสันเขาก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า

ทุก ๆ ปี คณะของลุงเชิงจะเข้าป่าล่าสัตว์เป็นประจำหลังจากที่ฟ้าหมาดฝน เมื่อปีที่แล้วคณะของเขาล่าหมูป่า เก้งและอื่น ๆ อีกหลายสิบตัวทำรายได้ให้แก่ครอบครัวไม่น้อยมาคราวนี้พวกเขาก็คาดว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคราวที่แล้ว ส่วนผมไม่ได้คิดเช่นนั้น คิดเพียงว่ามาหาความสนุกและประสบการณ์ใหม่ ๆ เท่านั้น

บรรดาพรานใหญ่เขาตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือในการล่าสัตว์ตั้งแต่ฝนเม็ดสุดท้ายจูบลาดอน อุปกรณ์สำคัญก็เช่น ปืน มีด ข้าวสาร ยารักษาโรค และอื่น ๆ อีกเท่าที่จำเป็น แต่คราวนี้คณะของเราจะขึ้นไปนอนป่าแค่สองวันเท่านั้น ตะวันใกล้จะลับทิวไม้พวกเราก็มาถึงที่พัก ทุกครั้งที่เข้าป่าคณะของลุงเชิงก็จะมาพักที่นี่ซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่พอสมควรอยู่ในทำเลที่เหมาะและปลอดภัย หลังจากที่เก็บสัมภาระเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มาหุงหาอาหารกินกันจนเป็นที่อิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปขึ้นห้างดักสัตว์ตรงบริเวณนั้นจะมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ทีหนึ่งจะมีน้ำขังอยู่ตลอดทั้งปี และที่แห่งนี้แหละไม่ว่าสัตว์ใหม่หรือสัตว์เล็กก็จะพากันได้อาศัยกินหรือเล่นน้ำอยู่มิได้ขาด โดยเฉพาะหมูป่าที่มากันเป็นฝูงจะลงเล่นน้ำกันอย่างเพลิดเพลินเพราะใกล้กับแอ่งน้ำนั้นจะมีผลไม้ป่า เป็นต้นว่า กระบกก่อ(น้ำ) ที่หล่นเกลื่อนกลาด มันเป็นอาหารอันโอชะของหมูป่าทีเดียว  ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตระเวนหาสัตว์ให้เมื่อตุ้มแค่ทำห้างร้านบนต้นไม้นั่นแล้วก็คอยซุ่มยิงได้อย่างสบาย ๆ

พระอาทิตย์ปิดแสงลงแล้วความมืดเริ่มโรยตัวเข้ามาปกคลุมทั่วอาณาเขต อากาศบนยอดภูเย็นจยเหน็บหนาวไปถึงขั้วหัวใจ ยุงป่าฝูงใหญ่เริ่มออกล่าเหยื่อยังดีที่พวกเรายังมี ก.ย.15 ติดตัวกันไปไม่อย่างนั้นโดนรุมทึ้งเพราะยุงมันร้ายกว่าเสือเสียอีก ผมนั่งอยู่ที่นั่งร้านเดียวกันกับลุงเชิง ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปนั่งตามจุดของตน เวลาผ่านไปอย่างใจจดใจจ่อ หัวใจของผมมันเต้นระทึกเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มานั่งบนนั่งร้านแบบนี้ในกลางป่าทึบใหญ่ นาฬิกาบนข้อมือส่องแสงประกายอ่อน ๆ จากพรายน้ำทำให้เห็นเวลาบอกได้ว่าเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าเข้าไปแล้ว

“อุวะ”

ลุงเชิงพูดออกมาเบา ๆ

“ป่านนี้แล้วยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็นสักตัวเลยยังกับว่ามันรู้ว่าเรามาอย่างนั้นแหละ แปลกจริง”