ซ่อนหา(ย) : พลัชพา

เรื่องสั้นสยองขวัญ (Horror/ Chiller)

โดย : พลัชพา
ลิขสิทธิ์ : Magic Time Media

เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเรื่อยๆทำให้ ‘กล้า’ เด็กชายวัยสิบสามปีที่กำลังซ่อนตัวอยู่หลังกองฟางพยายามทำตัวให้เล็กลงอีกเท่าที่ตนจะสามารถทำได้ แม้ความเป็นจริงแล้วตัวเขาจะไม่ได้เล็กลงเลยสักนิดแต่เอาเป็นว่าขอทำให้รู้สึกว่าตนเองนั้นตัวเล็กลงสักนิดก็ยังดี

กล้าและเพื่อนอีกสามคนได้ตกลงเล่นซ่อนหากันเพื่อคลายความเบื่อหน่าย เมื่อสามวันก่อนกล้าพร้อมด้วยพ่อและแม่เดินทางกลับมาบ้านเกิดของพ่อที่ต่างจังหวัด แน่นอนว่าเมื่อมารวมญาติกันเช่นนี้พวกผู้ใหญ่ก็ย่อมจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กันตามประสาญาติมิตรที่ไม่ได้เจอกันมานาน เด็กอย่างพวกเขาที่ยังไม่สามารถดื่มสุราได้จะนั่งกินอาหารพร้อมฟังเสียงพวกญาติผู้ใหญ่ร้องคาราโอเกะกันก็ไม่น่ารื่นรมณ์นัก จึงชักชวนกันมาหาอะไรเล่นตามวิถีเด็กวัยซนและการเล่นซ่อนหาก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อวานนี้พวกเขาเล่นซ่อนหากันตั้งแต่ตะวันเริ่มตกดินจนเสียงเพลงจากเครื่องเสียงในงานเลี้ยงนั้นเงียบลงไป แม้พวกผู้ใหญ่จะบอกว่าอย่าเล่นซ่อนหากันในเวลากลางคืน แต่สำหรับเด็กสมัยใหม่อย่างพวกเขานั้นหาได้สนใจไม่ มันก็เป็นเพียงอุบายของผู้ใหญ่ที่ไม่อยากให้เด็กๆเช่นพวกเขาเล่นซนกันในเวลากลางคืนก็เท่านั้น

เสียงฝีเท้าของ ‘ภีม’ เข้ามาใกล้กล้ามากขึ้นเรื่อยๆ กล้าหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาที่ซ่อนใหม่ เขายังไม่ได้ยินเสียงภีมบอกว่าเจอใครเลยดังนั้นหากเขาถูกพบเป็นคนแรก เขาก็จะกลายเป็นผู้ที่ต้องตามหาเพื่อนๆในการเล่นรอบต่อไป เขาหันไปเจอต้นมะม่วงต้นใหญ่ทางด้านซ้ายซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกองฟางมากนัก หากวิ่งด้วยความรวดเร็วไปหลบที่ตรงนั้นภีมก็คงไม่เห็น เมื่อคิดได้ดังนั้นกล้าจึงรีบวิ่งไปที่ต้นมะม่วงที่อยู่ไม่ไกล แต่น่าเสียดายที่ภีมตาไวมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้

“ฉันเห็นนายแล้วกล้า!” เสียงของภีมตะโกนลั่น กล้าที่หลบซ่อนอยู่หลังต้นมะม่วงจึงต้องเดินออกมาจากที่ซ่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เห็นได้อย่างไรวะ”

“ฉันตาดีมากกว่าที่นายคิดนะ” ภีมตอบ “ทีนี้ก็เหลือเพียงยศกับดินสินะ”

กล้าและภีมเดินตามหา ‘ยศ’ และ ‘ดิน’ เพื่อนอีกสองคนที่ร่วมเล่นซ่อนหาด้วยกัน บรรยากาศยามค่ำคืนทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดนัก ดังนั้นการหาเพื่อนอีกสองคนจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

“นั่น! ฉันเจอนายแล้วยศ” เสียงของภีมตะโกนเรียกเพื่อนอีกคน กล้าที่เดินอยู่ด้วยหันไปมองตาม

“ฉันคิดว่าซ่อนมิดแล้วนะ” ยศบ่น คราวนี้ก็เหลือเพียงแค่ดินผู้เดียวที่ยังหาไม่พบ

พวกเขาทั้งสามเดินตามหาดินไปเรื่อยๆ บรรยากาศที่เริ่มมืดลงเรื่อยๆชวนให้ขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เสียงหมาหอนดังขึ้นมาเมื่อพวกเขาเดินผ่าน สุนัขพวกนั้นมันพากันหอนใส่พวกเขาเสียจนกล้ารู้สึกหวาบหวิวในใจว่าจะมีใครที่ไม่ได้รับเชิญเดินมากับพวกเขาด้วยหรือไม่

เสียงหมาหอนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง จากความกลัวก็เริ่มกลายเป็นรำคาญใจไม่น้อย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อสุนัขพวกนี้ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหอนใส่พวกเขาเลย แต่ทั้งนี้จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ยังไม่พบดินอยู่ดี กล้าเดินหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเพื่อนที่ยังหาไม่พบ สองตาของเขาเผลอไปสะดุดเข้ากับเงาๆหนึ่งบนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล จิตใจของกล้าเต้นระรัว เขาไม่รู้ว่าจะเอ่ยบอกเพื่อนทั้งสองให้หันไปมองด้วยดีหรือไม่

“เงานั่นคืออะไรวะ” ภีมเอ่ย ดูเหมือนภีมเองก็คงจะเห็นเช่นเดียวกับเขา

“ไม่รู้สิ” กล้าเอ่ยตอบ ยศนั้นก็ดูท่าว่าจะเห็นเช่นเดียวกันแต่เจ้าตัวเลือกที่จะไม่พูดอะไร

“เราไปหาดินต่อดีกว่า” ภีมเอ่ย พวกเขาออกเดินต่อไปเรื่อยๆอย่างเงียบเชียบ ไม่รู้ว่าดินไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหนจึงได้หายากเย็นนัก

“หรือดินมันจะกลับบ้านไปแล้ว” ยศเอ่ยขึ้น

“ดินจะทิ้งพวกเราแล้วกลับไปบ้านหรอ ฉันว่าไม่น่าใช่นะ” ภีมแย้ง

“แต่เมื่อวานดินที่หาพวกเราไม่เจอสักทีก็กลับบ้านไปก่อนนี่”

“แต่เมื่อวานนี้พวกเราไปหลบในที่ที่มันหายากนี่นา” กล้าตอบยศ

“ก็จริง หรือเราจะตะโกนบอกดินเลยว่าพวกเรายอมแล้ว ให้ดินออกมาจากที่ซ่อน”

“ลองดูก็ได้ ยอมแล้วจะได้เล่นกันใหม่” กล้าเอ่ยเห็นด้วยกับภีม

“ดิน! พวกฉันยอมแพ้แล้ว ออกมาจากที่ซ่อนได้แล้ว” ภีมป้องปากตะโกน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา พวกเขาช่วยกันตะโกนไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าดินจะโผล่ออกมาเลยสักนิด ทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างต้องการหาข้อสรุปใหม่ว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

“หรือดินมันจะแกล้งเรา” กล้ากล่าว

“แกล้งอะไรวะ”

“แกล้งไม่ตอบพวกเราไง อาจจะซ่อนตัวอยู่แล้วคอยเวลามาหลอกผีพวกเราก็ได้”

“ดินมันไม่ใช่คนแบบนั้นนะ” ยศเอ่ยตอบ

“แต่ก็ไม่แน่นี่ ไม่งั้นก็คงกลับบ้านไปแล้วล่ะ”

“หรือมันจะเกี่ยวกับที่เราเล่นซ่อนหากันตอนกลางคืนวะ” ยศเอ่ยต่อ “เหมือนที่พวกผู้ใหญ่ชอบบอกไงว่าอย่าเล่นซ่อนหาเวลากลางคืน”

“แต่เมื่อคืนเราก็เล่น ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่” ภีมตอบ

“ก็ไม่แน่ไม่ใช่หรือไง วันนี้พวกเราอาจจะเจอดีเข้าแล้วก็ได้”

“แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจะยังไงต่อวะ ทำไมดินหายไปคนเดียว”

“ก็ผีบังตาไม่ให้เห็นดินไง” ยศตอบ

“จะเป็นไปได้หรอ” กล้าเอ่ยบ้าง

“มันก็ไม่แน่นี่” ยศพูด “ไม่เช่นนั้นเราคงหาดินเจอแล้ว”

“แต่ก็เป็นไปได้นี่ว่าดินอาจจะกลับบ้านไปแล้ว”

“ฉันเห็นด้วยกับกล้า เราลองไปดูที่บ้านก่อนดีไหมว่าดินกลับไปแล้วหรือเปล่า”  ภีมเอ่ยต่อจากกล้า

“แต่ถ้าเรากลับไปทั้งๆแบบนี้แล้วดินไม่อยู่ที่บ้าน เราจะไม่ถูกดุหรอ” ยศพูดต่อ

“ก็จริง ฉันกลัวถูกดุนะ” กล้าเอ่ยขึ้นมาบ้าง

“แล้วเราจะเอายังไงกันต่อ” ภีมเอ่ย

“ลองนึกกันดูอีกทีไหมว่าเรายังไม่ได้ไปหากันตรงไหนบ้าง” กล้าเสนอ

“งั้นเรามาช่วยกันคิด” ยศพูด “ตรงแถวรอบๆบ้านเราไปหากันหรือยังนะ”

“ฉันไปหาดูแล้ว ก่อนที่จะเจอกล้าอีกแต่ไม่เจอใครเลยสักคน”

“แล้วแถวๆริมคลองล่ะ”

“ดินไม่น่าไปไกลขนาดนั้นนะ” ภีมเอ่ย

“แล้วจะเป็นที่ไหนได้อีกนะ” กล้าบ่นอุบอิบ เกิดความเงียบเข้าปกคลุมพวกเขาทั้งสามคน ต่างคนต่างใช้ความคิดว่าเพื่อนอีกคนนั้นหายไปอยู่ที่ไหนกันแน่

“นึกออกแล้ว ฉันเห็นดินเข้าไปซ่อนที่ยุ้งฉางเก่านู่นแน่ะ” ยศเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ

“ที่ซ่อนเมื่อวานที่พวกเราไปซ่อนกันเมื่อวานนี่ ใช่ไหม” กล้าหันไปถามยศ

“ใช่ ยุ้งฉางเดียวกันนั่นแหละ” ยศตอบ เมื่อวานนี้พวกเขาก็เล่นซ่อนหาเช่นเดียวกันกับในวันนี้ โดยที่มีดินเป็นฝ่ายหา พวกเขาทั้งหมดเข้าไปซ่อนที่ยุ้งฉางกันทั้งสามคน ส่วนดินก็ไม่มีทีท่าว่าจะหาพวกเขาเจอสักที ในที่สุดพวกเขาก็ต้องออกมาจากที่ซ่อนและแยกย้ายกันกลับบ้านไป

“งั้นก็ไปหาในนั้นกัน” ภีมเอ่ย พวกเขาสามคนเดินตรงไปที่ที่ซ่อนของพวกเขาเมื่อวาน

 

 

ยุ้งฉางแห่งนี้มีสภาพที่ค่อนข้างเก่าและทรุดโทรมเอามากๆ เพียงแค่เหยียบย่างเข้าไปก็ต้องระวังพวกไม้ต่างๆจะพังลงมา พวกเขาเดินเข้ามาภายในยุ้งฉาง ประตูของยุ้งฉางถูกเปิดเอาไว้ราวกับมีคนมาที่นี่และรีบร้อนออกไป

“กลิ่นอะไรวะ” ยศพูดขึ้น กล้าที่ยืนอยู่ด้วยกันภายในยุ้งฉางก็ได้กลิ่นเช่นเดียวกัน มันเป็นกลิ่นเหม็นเหมือนอะไรสักอย่างเน่าอยู่ในนี้

“กลิ่นเหม็นเน่ามาก” ภีมเอ่ย

“ดูแล้วดินไม่น่าอยู่ในนี้นะ” กล้าพูดขึ้น “ยุ้งฉางแค่นี้ ดินคงหลบซ่อนพวกเราไม่ได้หรอก”

“จริงของนาย อีกอย่างเหม็นขนาดนี้คงซ่อนตัวอยู่นานๆไม่ได้แน่ๆ” ภีมตอบ

“ไม่ไหวแล้ว ออกไปข้างนอกกันเถอะ ดินคงไม่ได้อยู่ในนี้หรอก” ยศเอ่ยก่อนจะเดินออกไปจากยุ้งฉางเป็นคนแรก ตามด้วยภีมและกล้า

“แล้วสรุปดินไปซ่อนอยู่ที่ไหนกันแน่วะ” ภีมเอ่ยถาม

“หรือจะกลับบ้านไปแล้วจริงๆ” กล้าตอบ “อาจจะเหมือนเมื่อวานที่ดินหาเราไม่เจอแล้วกลับบ้านไปก่อน”

“ตอนนี้ก็คงเหลือที่บ้านอย่างเดียวแล้วล่ะมั้งที่ยังไม่ได้หา ดินคงจะกลับบ้านไปแล้ว”

“งั้นเรากลับบ้านกันเลยไหม” ยศกล่าว

“เอางั้นก็ได้” ภีมพยักหน้าตอบ พวกเขาจึงแยกย้ายกันกลับไปบ้านซึ่งน่าแปลกที่วันนี้พวกผู้ใหญ่ไม่ได้มาตั้งวงสังสรรค์กันอย่างทุกๆวัน

“ทำไมวันนี้พวกลุงๆเขาไม่มาสังสรรค์กันวะ” ยศเอ่ยถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน”กล้าตอบ ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไป

 

เช้าวันต่อมากล้าตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจกันอยู่ที่หน้าบ้าน เขารีบวิ่งลงไปดูทันที กล้าเห็นพ่อแม่ของเขาและญาติต่างก็ยืนออกันอยู่โดยที่มีดินยืนอยู่ตรงกลางวง

     หรือว่าดินจะเป็นอะไรไป…กล้าคิดในใจอย่างสงสัย

“มีอะไรกันหรือพ่อ” กล้าเอ่ยถามบิดา แต่ผู้เป็นพ่อนั้นกลับไม่มีท่าทีว่าจะตอบของเขาเลยซ้ำยังทำเหมือนไม่เห็นเขาอีก กล้าขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย เขาพยายามแทรกตัวผ่านญาติๆไปดูดินเผื่อว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป

ที่ตรงกลางวงดินจับมือผู้เป็นพ่อไว้แน่น หน้าตาดูหวาดกลัวอย่างคนเสียขวัญจนน่าสงสัย หรือดินจะเป็นอะไรไป

“ดิน นายเป็นอะไรวะ” กล้าเอ่ยถามแต่ดินไม่มีทีท่าว่าจะตอบ กล้าหันไปมองเพื่อนๆของเขาอีกสองคนนั้นก็คือภีมและยศ ทั้งคู่ก็มีท่าทีงงงวยไม่ต่างกัน

“เกิดอะไรขึ้น” กล้าเอ่ยถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน” ภีมตอบ

“แต่พ่อแม่ฉันทำตัวเหมือนไม่เห็นฉันเลยว่ะ” ยศเอ่ยสมทบ กล้าเองก็เอ่ยกับยศไปเหมือนกันว่าพ่อเขาก็ทำเป็นไม่เห็นเขาเช่นเดียวกัน

“ไหนดินพาพวกน้าไปหน่อยสิ” พ่อของยศเอ่ยกับดิน ดินพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะค่อยๆเดินออกไปจากวงล้อม ผู้คนซึ่งก็เป็นญาติๆของเขาทั้งนั้นต่างเดินตามดินไป กล้า ภีมและยศก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน ดินพาพวกผู้ใหญ่เดินไปยังยุ้งฉางเก่าทรุดโทรมที่เมื่อคืนนี้พวกเขาเข้ามาตามหาดิน

“ในนี้แน่นะ” พ่อของกล้าเอ่ย ดินพยักหน้ารับเบาๆ กล้าเห็นแม่ของเขาเริ่มสะอื้นเหมือนจะร้องไห้ออกมาอย่างที่เขาเองก็ไม่ทราบสาเหตุ

“ทำไมคนอื่นเขาดูเศร้าๆกันจังวะ” ยศเอ่ยถาม

“นั่นสิ ดูตกใจด้วย” ภีมเอ่ยสมทบ

“คงมีอะไรอยู่ในยุ้งฉางนะฉันว่า” กล้าเอ่ยตอบ เขาได้ยินเสียงพ่อร้องตะโกนออกมาจากข้างในยุ้งฉางตามด้วยเสียงลุงๆที่เป็นพ่อของยศและภีม

“มีอะไรวะ” ยศถามอย่างใคร่รู้

พวกเขาพยายามเอ่ยถามผู้คนที่ยืนออกันอยู่ด้านหน้ายุ้งฉางแต่ก็ไม่มีใครตอบอะไรกลับมาเลยสักคน กล้าเห็นแม่ของเขาเดินร้องห่มร้องไห้ออกมาจากยุ้งฉางโดยมีพ่อคอยประคอง หัวใจของเขาเต้นระรัวทั้งหวาดกลัวและสับสนว่ามันเกิดเหตุอะไรขึ้นกันแน่

“สรุปยังไงวะไอ้พล” เสียงคุณลุงญาติห่างๆเอ่ยถามพ่อของเขา กล้าหันไปมองเช่นกันอย่างอยากรู้เสียเต็มประดา

     “กล้า ภีม ยศ ทั้งสามคนตายแล้ว พ่อของเขาเอ่ยตอบเสียงสั่น

“อะไรนะ!” พวกเขาสามคนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกันอย่างตกใจ

“ผมจะตายได้ยังไงล่ะพ่อ ผมอยู่นี่ไง” กล้าเอ่ย “พ่ออย่ามาอำกันแบบนี้สิ”

“นั่นสิลุง พวกผมจะตายแล้วได้อย่างไรในเมื่อพวกผมยังอยู่ดีกันนี่” ยศเอ่ยเสียงร้อนรน

“พวกผมจะตายได้ยังไงกัน” ภีมเองก็เอ่ยขึ้นมาด้วย

“โดนไม้ร่วงมาทับ ตายทั้งสามคนเลย” พ่อของกล้าเอ่ยกับคนที่ยืนรออยู่ด้านหน้ายุ้งฉาง เสียงคุยดังเซ็งแซ่ขึ้นมารอบสารทิศ เด็กชายทั้งสามคนยืนอึ้ง มองหน้ากันสลับไปมาอย่างร้อนรน

“พ่อ ผมอยู่นี่ไงพ่อ ผมจะตายไปแล้วได้อย่างไร” กล้าถลาไปเอ่ยกับผู้เป็นพ่อ แต่ดูเหมือนผู้เป็นพ่อนั้นจะไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย กล้าหันไปมองภีมและยศ ทั้งสองก็มีท่าทีไม่ต่างกับเขา

พวกเขาจะตายแล้วได้อย่างไรกัน นี่ทุกคนแกล้งพวกเขาอยู่หรือเปล่า

“พวกลุงๆป้าๆอย่ามาแกล้งฉันอย่างนี้สิ” แต่ดูเหมือนเสียงของพวกเขาจะดังไปไม่ถึงเหล่าคนที่ยืนกันอยู่ กล้ารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ เขาจะตายได้อย่างไรกัน ไม่จริงหรอก เขายังอยู่ที่นี่ ยังยืนอยู่ที่นี่

“พวกเราตายแล้วจริงๆหรอวะ” ยศเอ่ยเสียงสั่น ความรู้สึกตกใจถาโถมเข้ามาจนใจสั่น

“จริง” เสียงทุ้มเรียบเอ่ยตอบกลับมา ทั้งสามคนหันไปมองก่อนจะพบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งที่มีสีหน้าราบเรียบ ไร้ซึ่งแววตาอย่างที่คนปกติพึงจะมี

“ข้ามารับวิญญาณพวกเจ้า” บุรุษผู้นั้นเอ่ยเสียงเย็น

“คุณเป็นยมทูตงั้นหรือ” ภีมเอ่ยถามแต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา

“จะเป็นไปได้ยังไงกัน” กล้าเอ่ยด้วยความงุนงง พวกเขาจะตายอยู่ภายในยุ้งฉางนั้นได้อย่างไร พวกเขาเพียงแค่เข้าไปหาดินเมื่อคืน และคืนก่อนก็เพียงแค่ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่นก็เท่านั้น

 

“เอ็งมาเจอศพสามคนนี้ได้ยังไงดิน” ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเอ่ยถามดินที่ยืนตัวสั่นขวัญเสียอยู่ กล้า ภีมและยศหันไปให้ความสนใจด้วยทันที

“เมื่อวานผมไปเล่นซ่อนหากับพวกนั้น” ดินเล่าเสียงตะกุกตะกัก

“จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อพวกนั้นหายไปตั้งแต่คืนก่อนแล้ว” พ่อของกล้าพูดขึ้น

หายไปตั้งแต่คืนก่อนงั้นหรือ… จะเป็นไปได้ยังไงกันพวกเขาก็กลับมาบ้านนี่ หรือจะไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย?

“ผมก็ไม่รู้ครับลุงพล ผมเห็นพวกนั้นมาชวนไปเล่นซ่อนหาผมก็ตอบตกลง”

“แต่เอ็งเป็นคนบอกว่าพวกนั้นหายไปตอนเล่นซ่อนหากันเมื่อคืนก่อนแล้วเอ็งหาไม่เจอ” ญาติอีกคนเอ่ย

“ก็ใช่ แต่ผมคิดว่าพวกนั้นกลับมาแล้วนี่”

“แล้วเอ็งเห็นพวกนั้นมาชวนเอ็งตอนไหน”

“สักประมาณหกโมงเย็นได้ ตอนนั้นพวกลุงๆออกไปตามหาสามคนนั้น ผมก็คิดว่าหาเจอแล้วเสียอีกพวกนั้นถึงได้ชวนไปเล่น”

“เอ็งพูดจริงหรอวะ ว่าพวกนั้นมาชวนไปเล่นซ่อนหาน่ะ” ลุงคนหนึ่งเอ่ยอย่างสงสัย

“จริงๆนะลุง”

“ไหนดินลองเล่าเรื่องราวตั้งแต่แรกมาให้พวกลุงฟังหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น” พ่อของภีมถาม

“เมื่อวันก่อนพวกผมเบื่อๆเลยชวนกันออกไปเล่นซ่อนหา พวกผมก็เล่นกันไปเรื่อยๆจนผมต้องกลายเป็นฝ่ายออกตามหา ผมนับหนึ่งถึงหกสิบพอลืมตามาก็เดินตามหาพวกนั้นไปเรื่อยๆ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ ผมเลยกลับบ้านมาเพราะคิดว่าพวกนั้นคงกลับบ้านมาแล้ว” ดินเล่า “แต่พวกนั้นก็ยังไม่กลับมา ผมได้ยินพ่อคุยกับแม่ว่าพวกนั้นอาจจะถูกผีบังตาก็ได้เลยกลัวขึ้นมา จนเมื่อวานนี้ตอนเย็นๆพวกนั้นสามคนก็มาจากไหนไม่รู้มาชวนผมไปเล่นซ่อนหา ผมคิดว่าพวกลุงๆเจอสามคนนั้นแล้วเลยตอบตกลงไปเล่นด้วย เมื่อคืนภีมเป็นฝ่ายหา ผมเลยวิ่งออกมาหาที่ซ่อนแล้วก็เจอยุ้งฉางนี่ ผมเข้ามาซ่อนแต่ก็ได้กลิ่นแปลกๆ พอเดินลึกเข้ามาผมก็เห็นร่างของสามคนนี้นอนเลือดอาบอยู่ในนี้ ผมเลยรีบวิ่งกลับบ้านไป”

 

“ทีนีเข้าใจเรื่องราวหรือยังล่ะ” บุรุษปริศนาเอ่ยกับเขาทั้งสามเสียงเย็น “ที่เมื่อวานหมาพากันหอนพวกเจ้าก็เพราะมันรู้ว่าเป็นวิญญาณ พวกเจ้าตายเพราะถูกไม้หล่นลงมาทับ”

“แต่พวกเราไม่เห็นรู้ตัวเลยนี่ พวกเราไม่ได้ถูกไม้ทับสักหน่อย” ยศแย้ง

“เพราะพวกเจ้าตายโหงไง” ชายผู้นั้นเอ่ย พวกเขาทั้งสามคนมองหน้ากันไปมาอย่างสงสัย ความตกใจและความงงงันผสมกันมั่วไปหมด “แล้วเงาที่พวกเจ้าเห็นน่ะข้าเอง ข้าจะมารับวิญญาณพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแต่ดูเหมือนพวกเจ้าจะยังไม่รู้ตัวว่าตายแล้ว ที่เมื่อวานพวกเจ้าสงสัยว่าทำไมญาติๆไม่สังสรรค์กันก็เพราะพวกเขายุ่งอยู่กับการหาพวกเจ้า”

“ไม่จริงน่า…”

“เอาล่ะ ไปในที่ที่พวกเจ้าควรไปเถิด” ชายคนนั้นเอ่ยเสียงเย็น ไอเย็นแผ่กระจายปกคลุมพวกเขาทั้งสามคนก่อนที่วิญญาณจะสลายไปจากที่ตรงนี้ ภาพพ่อแม่และญาติที่พากันร้องไห้เสียใจค่อยๆเลือนหายไป ภาพของดินที่ขวัญหายก็เช่นกัน กล้า ภีมและยศ ทั้งสามคนยังคงไม่อาจยอมรับความจริงได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

     บางที…ความตายก็เกิดขึ้นกับเราได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย