อภิญญา ตาทิพย์ : อักษณา

นิยายสั้นแนวแฟนตาซี (Fantasy)

โดย : อักษณา
ลิขสิทธิ์ : Magic Time Media

อภิญญา คือ ความรู้ยิ่ง, ในพระพุทธศาสนามี ๖ อย่าง คือ.

การแสดงฤทธิ์ได้

หูทิพย์

ญาณรู้จักกำหนดใจผู้อื่น

การระลึกชาติได้

ตาทิพย์

ญาณรู้จักทำอาสวะให้สิ้น

หลายคนคงคิดว่าการที่เกิดมามีคุณสมบัติพิเศษในการหยั่งรู้นั้นเป็นพรจากสวรรค์ แต่ความจริงแล้วนั้นมันมีเหตุและผลในตัวของมันมากกว่าที่คิด หลายคนพยายามที่จะฝึกจิตให้มีสิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่น แต่หลายคนกลับได้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ และสำหรับบางคนนั้นซึ่งไม่ได้ต้องการอภิญญาด้านใดเลย  หลายคนใช้อำนาจที่มีในการสร้างประโยชน์แก่โลก  แต่บางคนใช้มันเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ตัวเองแต่ผู้เดียว  คุณจะได้ความรู้จักพวกเขาใน อภิญญา
.
.
.

“ พี่ ผมว่าเค้าไม่เชื่อเราหรอก เค้าไม่สนใจเรื่องที่พี่บอกหรอก”  เกื้อบุญ พูดกับ บัวบูชา หลังจากกลับเข้าบ้าน

“ไม่เป็นไร แล้วแต่เขา” เธอเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งจนเริ่มชิน เรื่องแบบนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล บางคนเชื่อที่ชื่อเสียง ท่าทาง หน้าตา อายุ และบางคนเชื่อในสิ่งที่เธอพูดโดยไม่สนใจ ชื่อเสียง เพศ หรืออายุ

บัวบูชา หรือ บัว หญิงสาววัย 28 ปี เธอเกิดมาพร้อมอภิญญาในด้านตาทิพย์

เกื้อบุญ หรือ เกื้อ น้องชายเพียงคนเดียวของบัวบูชา ผู้ต้องคอยติดตามดูแลบัวบูชาเสมอมา ด้วยเป็นห่วงในสิ่งที่พี่สาวเป็นมาตั้งแต่เกิด

และมันเป็นความบังเอิญ เมื่อเธอได้ไปทานอาหารที่ร้านอาหารร้านหนึ่งกับน้องชายของเธอ หลังจากที่ทานอาหารเสร็จเธอเห็นสวนข้างร้านจึงออกไปเดินเล่น แต่พอเธอเดินผ่านต้นไม้ข้างบ่อปลาที่ปลูกกันอยู่เป็นกระจุก เธอกลับมีความรู้สึกอึดอัดขึ้นอย่างบอกไม่ถูกแทนที่จะรู้สึกสดชื่นเพราะได้อยู่ใกล้ต้นไม้ เธอจึงรีบเดินกลับเข้ามาที่โต๊ะ เมื่อเธอหันหลังไปมอง เธอกลับเห็นเงาดำ เธอจึงตั่งสมาธิเพ่งจิตไปตรงต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น  สิ่งที่เห็นในสมาธิคือเงาดำเคลื่อนไปมา โดยวนเวียนอยู่ตรงนั้นและมีโถกลมสีขาวโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินและเงาดำ

บัวบูชาจึงขอพบเจ้าของร้าน พร้อมเล่าทุกอย่างที่ได้เห็นให้ฟัง และได้แนะนำว่าพื้นที่ข้างบ่อตรงต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้น น่าจะปรับแต่งให้ดูโล่ง หรือย้ายออกไปปลูกบริเวณอื่น จะทำให้พื้นที่นี้ดูดีขึ้น เงินทองจะไหลมาเทมา จุดประสงค์ที่บัวบูชาต้องการนั้นคือ ต้องการให้เห็นโถสีขาวที่อยู่บริเวณนั้น สิ่งนั้นยังไม่ไปไหนวนเวียนอยู่ตรงนั้น เพราะมีคนนำมาทิ้งไว้อย่างไม่สนใจ

“ทำไมพี่ต้องบอกเขาด้วยละ ทั้งๆ ที่พี่ไม่ต้องบอกก็ได้”  เกื้อเอ่ยถาม

“แกนี่อยากรู้อยากเห็นจริงๆ แล้วรู้บ้างไหมว่าแม่อยากให้กลับบ้านบ้าง” บัว เย้าน้องชาย

“โอ้ย พี่ แม่ก็แค่จะถามว่า จะมีเมียเมื่อไหร่ เชื่อเกื้อสิ”

ทำไมถึงต้องบอกหรอ ต้องบอกเพราะว่า เรื่องที่เธอเห็นนั้นมันไม่ได้เห็นหรือรู้สึกตลอดเวลา การที่เธอได้พบและเห็นด้วยตาที่สามนั้นเป็นเรื่องพิเศษมาก และถ้าสิ่งที่เห็นสามารถนำมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับใครหรือสิ่งใดที่เธอพบเห็น เธอจะทำตามที่ตั่งใจไว้ตั่งแต่แรก คือช่วยเหลือเท่าที่ทำได้

“สิ่งที่วนเวียนอยู่ไม่ไปไหน ไม่ได้ผุดได้เกิดก็เป็นความทุกข์ทรมานอย่างหนึ่ง พี่เป็นเพียงคนอื่น ยังไงเรื่องนี้เจ้าของต้องเป็นคนจัดการด้วยตัวเอง” บัวบูชาอธิบาย

“สาธุ จะบวชเมื่อไหร่ดีครับ” เกื้อถาม

“ถ้าพี่บวช แกก็ต้องกลับไปอยู่บ้าน จำได้ใช่ไหม” บัวบูชาบอกน้องชายเสียงเรียบ
.
.
.

เสียงพระสวดเป็นรอบที่สองดังก้องไปทั่ว งานศพญาติที่เธอเคารพจัดในบ้านของท่าน ที่นี่จะสวดเต็มทั้งบทซึ่งใช้เวลาสวดมากกว่าในกรุงเทพ เธอหลับตาลงเพื่อต้องการรำลึกถึงผู้วายชนม์ แต่มีแสงสว่างเกิดขึ้นในความมืดในตาเธอ ทำให้เธอต้องหยุดและลืมตา

“แสงอะไรนะ” เธอพึมพำกับตัวเองและมองไปโดยรอบเพื่อหาว่ามีใครส่องไฟมาทางเธอหรือไม่แต่ก็ไม่มี ครั้นพอเธอหลับตาลงอีกครั้งก็ยังคงเห็นแสงเช่นเดิม แสงนั้นมาจากไหน แสงนั้นต้องการบอกอะไรกันนะ

เธอหลับตาลงอีกครั้งเพื่อสงบใจอุทิศบุญให้แก่ญาติของเธอ แต่ก็ยังคงปรากฏแสงนั้นขึ้นอีกและยังมีความรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งจ้องมองเธออยู่จากด้านหลัง

“สวัสดีครับ” เสียงผู้ชายทัก บัวบูชา

“อุ้ย” เธอสะดุ้ง เพราะก่อนหน้านี้เธอไม่เห็นใครอยู่แถวนี้ เขาดูเป็นผู้ใหญ่รูปร่างผอมสูง และเธอรู้สึกถึงความเป็นมิตรคล้ายกับว่ารู้จักกันมานาน

“เมื่อตอนพระสวด ผมขอโทษที่เข้าไปรบกวนคุณ” เธอไม่เข้าใจสิ่งที่เค้าพูด รบกวนอะไรกันนะ

“ที่แสงนั่นทำให้คุณรำคาญ” เขามองจ้องไปในดวงตาเธอ

“คุณรู้ว่าบัวเห็น คุณเป็นคนที่ทำให้เกิดแสงนั้น แสดงว่าคุณเองก็มีเหมือนที่บัวมี” บัวบูชาถามออกไปตามตรง

“ใช่ และเราเคยพบกันมาแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน”  เขาตอบ

ผู้หญิงที่กำลังเดินมา คือคนที่เคยพบกันเมื่อ 7 ปีก่อน เธอดูเรียบร้อยเช่นเดิมและมีสิ่งเพิ่มขึ้นในตัวเธอคือ แสงสีฟ้าที่หน้าผากของเธอดูสดใสและมีพลัง มีแสงเรืองรองแสดงถึงสิ่งที่เป็นมงคลที่คอยคุ้มครองเธออยู่ตลอดเวลา โชคชะตาทำให้เขาได้พบกับเธออีกครั้งหนึ่ง
.
.
.

บริเวณบ้านหลังนี้สงบและอบอุ่นเต็มไปด้วยสิ่งดีงามที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สำหรับเขาแล้วเขาสามารถสัมผัสได้ทันทีที่เข้ามาในเขตบ้าน เขาเดินทางมาถึงช้ากว่ากำหนด จึงต้องรอให้พระสวดเสร็จก่อนจึงขึ้นไปเคารพศพ ตอนหลับตาเพื่อร่วมฟังสวด เกิดแสงสีฟ้าให้เขาเห็น เขาลืมตาและมองหาแสงสีฟ้าในจิต จึงเห็นแสงสีฟ้าที่ผู้หญิงคนนั้น จึงคิดจะลองดูว่าเธอจะสัมผัสได้หรือเปล่า เขาคิดและเพ่งมองไปที่เธอ นั่นไงเธอมองหาและมองคล้ายกับรู้สึกว่าเราจ้องมองเธอ

เขาขึ้นไปเคารพศพด้านบน ซึ่งเป็นโถงใหญ่ตั้งศพ และอีกด้านเป็นห้องที่มองเห็นโต๊ะหมู่บูชาอย่างชัดเจน

“สาธุ” เขาไหว้อยู่ที่หน้าห้องและหันไปพบกับสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น ท่านคือผู้คุ้มครองและจะคอยดูแลเธอจาก อมนุษย์ สิ่งชั่วร้าย

หลังจากเคารพศพเรียบร้อย ภวัต ผู้มีตาที่สามที่สามารถมองเห็นอีกมิติหนึ่งได้ พลังจิตที่แกร่งกล้าอันเกิดมาจากการปลีกตัว ทำสมาธิ ถือศีล ทำบุญ และเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างพลังของเขาให้แกร่งยิ่งขึ้น ภวัตได้เล่าเรื่องที่เคยพบกับบัวบูชาให้เธอฟัง เธอจึงจำได้

“บัวจำได้แล้ว สบายดีนะคะ ไม่ได้พบกันเลย” เธอกล่าวทัก

“ครับ เพิ่งกลับมา คุณบัวดูดีขึ้นนะ” เขาตอบเธอ

“คุณบัว รับจิตที่ผมส่งไปถึงได้ แสดงว่าคุณเริ่มรับจิตสื่อสารได้แล้ว เร็วกว่าตอนที่ผมเริ่มต้นนะครับ” ภวัตกล่าว              

“ก็คงจะเป็นแบบที่ คุณภวัตพูดนะคะ แต่ก็ยังไม่ต่อเนื่องบางทีได้ บางครั้งพยายามมากก็ไม่ได้” บัวบูชาตอบ

“ครับ แต่ละคนไม่เหมือนกัน” เขามองและเริ่มพูดคุยถึงสิ่งที่เขาได้พบในสถานที่หนึ่ง เล่าเรื่องราวที่เขาได้พบมาด้วยความตื่นเต้น เล่าการปฏิบัติกรรมฐานให้เธอฟัง

“ที่ผมเล่าให้ฟังเพราะในอนาคตคุณบัว ต้องเตรียมตัวรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ” เขามองไปที่ด้านหลังและกำหนดจิตเคารพ
.
.
.

วันนี้เป็นวันที่ บัวบูชานัดหมายกับภวัต ที่จะไปในที่ภวัตจะใช้เป็นสถานที่ช่วยบัวบูชา ในการฝึกความเข้มแข็งของจิต และสถานที่นี้ยังเป็นที่ที่จะตอบคำถามที่บัวบูชาอยากรู้มาตลอดว่า เพราะอะไรเธอจึงเป็นคนที่ถูกเลือกที่ได้รับอภิญญาพิเศษนี้ ทั้งที่เธอไม่เคยใฝ่ฝันที่จะอยากมีแบบคนอื่นๆเลย
.
.
.

หลังจากเดินเข้ามา สิ่งแรกที่บัวบูชาสัมผัสได้คือ ความรู้สึกอบอุ่น สบายใจและรู้สึกเศร้าใจในเวลาเดียวกัน ทำไมนะมันถึงได้รู้สึกแบบนี้

สถานที่นี้เป็นเพียงวัดโบราณวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเธอเคยผ่านหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยเข้ามาเลยครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่เธอกลับรู้สึกว่าผูกพันธ์กับสถานที่แห่งนี้อย่างบอกไม่ถูก

“คุณบัวรู้สึกอย่างไรบ้างครับ ตอนนี้” ภวัตเอ่ยถามออกไปเพราะเห็นสีหน้าเธอแปลกไป

“บัวรู้สึก….. คุ้นเคย…. อบอุ่น และเศร้าใจในเวลาเดียวกัน” เธอตอบ

“แล้วเห็นอะไรไหม” เขาถามอีกครั้ง

“ไม่ค่ะ ไม่เห็นอะไรเลยแต่รู้สึก นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่เห็นแต่รู้สึก” บัวบูชาอธิบาย

“ลองตั้งจิตอธิษฐานดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าเพราะอะไร”

บัวบูชาหลับตาลงตั้งจิต และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคล้ายเธอ แต่งตัวด้วยชุดไทยโบราณใบหน้าสวย แต่กลับมีรอยน้ำตา ตรงบริเวณข้อเท้ามีตรวนผูกติดอยู่และข้างกายหญิงผู้นั้นมีศพของหญิงสาวอีกคนนอนอยู่ หญิงสาวผู้นั้นหน้าตาเหมือนเธอไม่มีผิด นี่มันคืออะไรกันมันเกิดอะไรขึ้น บัวบูชาตกใจลืมตาขึ้นทันที

“คุณภวัตคะ บัวเห็นตัวเองนอนตายอยู่ตรงนี้” บัวบูชาบอกเสียงสั่น

“มีผู้หญิงคนนึงนั่งเฝ้าศพบัวอยู่ตรงนี้ มันคืออะไรกันคะ สิ่งที่บัวเห็นมันคืออะไร”บัวบูชาถามซ้ำ

“สิ่งที่คุณเห็น คือคุณกับพี่สาวคุณเมื่อชาติก่อน คุณสองคนพี่น้องได้รับคำสั่งจากพ่อให้มาเฝ้าสมบัติของต้นตระกูล ในตอนที่เกิดสงคราม และพี่สาวคุณยอมเสียสละที่จะเฝ้าสมบัตินี้เอง เพื่อให้คุณได้ไปเกิดใหม่เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดให้พ้นทุกข์”

“พี่สาวคุณยอมติดอยู่ในห่วงแห่งกรรมเพื่อให้คุณได้มาเกิด ให้คุณได้รับอภิญญาจักษุทิพย์ เพื่อช่วยเหลือเหล่าบรรดาดวงวิญญาณที่ยังไม่สามารถไปเกิดได้ และเมื่อคุณสามารถควบคุมจิต และสามารถสร้างกุศลกรรมดีได้เพียงพอ คุณจึงจะสามารถมาปลดปล่อยวิญญาณพี่สาวคุณได้”

“พี่สาวของคุณจะได้ไปเกิดตามกรรมของเขาต่อไป เพราะก่อนตายคุณตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า คุณจะมาเกิดเพื่อช่วยเหลือเหล่าดวงวิญญาณที่ยังไม่หลุดพ้น และไม่ได้รับการปลดปล่อยให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี จิตอธิษฐานดีก่อนสิ้นใจทำให้คุณเกิดมามี อภิญญา จักษุทิพย์ในชาตินี้” ภวัตอธิบาย

เหตุที่ภวัตรับรู้อดีตชาติของบัวบูชา เป็นเพราะว่ามนต์คาถาที่สะกดวิญญาณในสถานที่แห่งนี้นั้น เกิดจากเขาในชาติก่อนเป็นผู้ทำการสะกดไว้ เขาฝึกฝนจิตจนสามารถระลึกชาติของตัวเองได้ จึงทำให้เขาได้นำพาบัวบูชากลับมาเพื่อทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้

บัวบูชาเองยังคงต้องฝึกจิตและสร้างบุญกุศลอีกมาก ก่อนที่จะสามารถปลดปล่อยวิญญาณในที่แห่งนี่ได้ เหตุที่ต้องพาบัวบูชามา เพียงเพราะทุกวันนี้บัวบูชายังมีคำถามในใจเสมอว่า ทำไมต้องเป็นเธอที่เป็นผู้รับภาระนี้ มันเป็นเหตุให้บัวบูชาไม่สามารถที่จะก้าวต่อไปได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างถูกเปิดเผยแล้ว บัวบูชาเองรับรู้แล้ว และจากนี้มันจะไม่มีอะไรมาทำให้บัวบูชาลังเลที่จะทำ จะช่วยจะปฏิบัติ เพื่อที่จะให้จิตของตนเข้มแข็งขึ้น เพื่อที่จะกลับมาปลดปล่อยดวงวิญญาณพี่สาวผู้มีพระคุณ และทำตามเจตนาของตนเองตั้งแต่ชาติก่อน

“บัวเข้าใจแล้วค่ะ บัวขอบคุณนะคะที่ทำให้บัวได้รู้และสิ้นสงสัย แต่ต่อจากนี้บัวขอรับรู้ด้วยตัวเองนะคะ มันจะเป็นแรงจูงใจให้บัวยิ่งพยายาม เพราะยิ่งอยากรู้ยิ่งต้องพยายาม จริงไหมคะ”

บัวบูชากล่าวพร้อมยิ้มให้ภวัต ทั้งที่ในใจนั้นเกิดคำถามมากมาย แต่บัวบูชาเลือกที่จะหาคำตอบด้วยตัวเอง การพึ่งตนเองนั้นเพื่อว่าหากชาติหน้ามีจริง บัวบูชาคิดว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อที่จะชดใช้ แก้ไข ในสิ่งที่ติดค้างอยู่ร่ำไป

หลังจากวันนั้น บัวบูชาตัดสินใจเข้าวัดถือศีล ปิดวาจาเป็นเวลา 9 วัน เพื่อที่จะฝึกจิตและอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย แต่มันก็ยังมีเหตุให้บัวบูชา ไม่สามารถปิดวาจาครบ 9 วัน เพราะเกิดไปเห็นแม่ชีคนหนึ่งมีเด็กชายขี่คออยู่ตลอดเวลา

“หนู ไปขี่คอแม่ชีทำไม แม่ชีท่านตั้งใจถือศีลภาวนา ทำแบบนี้มันจะเป็นบาปกับเจ้าเองนะหนูน้อย” บัวบูชาส่งกระแสจิตให้หนูน้อยตนนั้น

“หนูไม่บาปหรอก เขาอยากรับกรรม หนูเป็นเจ้ากรรม หนูเลยมาอยู่ตรงนี้ที่นี่  ถ้าเค้าไม่ฆ่าหนู หนูก็ไม่มาหรอก” วิญญาณน้อยตอบ

“จริงอยู่ที่หนูเป็นเจ้ากรรม แต่มันไม่จำเป็นนี่ที่เจ้ากรรมจะต้องมาสร้างกรรมให้ตนเองเพิ่ม ถูกไหม เราเป็นเจ้ากรรมแต่ถ้าเราสามารถ อโหสิกรรมให้เค้า ได้เราก็จะได้บุญ ส่วนในสิ่งที่เค้าเคยทำกรรมใดๆ ไว้ นายเวรจะเป็นผู้พิพากษาเค้าต่อไป   มันไม่คุ้มเลยที่เจ้าจะเอาบุญที่สั่งสมมา เพื่อใช้ในการตามจองเวรเขาเช่นนี้ ถูกต้องไหม อโหสิกรรมให้เขาเถิด และไปตามกรรมของเจ้า เพื่อที่จะรอวันได้ไปเกิดยังภพภูมิต่อไป” บัวบูชาเกลี่ยกล่อมวิญญาณน้อย

“เค้าจะได้รับกรรมที่ทำ จริงหรือ” วิญญาณน้อยหันมาถาม

“เจ้ากรรมหยุด แต่นายเวรไม่หยุด ตัวเจ้าเองควรหยุด เพื่อให้นายเวรทำงานของเขา เชื่อพี่เถิด”  เธอบอก

หลังจากที่เจรจากับวิญญาณน้อยแล้ว บัวบูชาจึงเดินไปหาแม่ชีเพื่อบอกกล่าวในสิ่งที่เห็นแก่แม่ชี และสิ่งที่แม่ชีตอบกลับมาคือ แม่ชีรับรู้และยอมรับในสิ่งที่วิญญาณน้อยทำ เพราะก่อนมาบวชแม่ชีเป็นพยาบาลแต่กลับเอาอาชีพนี้มาเป็นสิ่งทำลายชีวิตคน แม่ชีเคยเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อน สุดท้ายพอแม่ชีแต่งงานกำลังจะมีลูก แต่แม่ชีก็แท้งลูกทุกครั้งจนสามีเลิกราไป สามีแม่ชีอยากมีลูกแต่เมื่อใดก็ตามที่แม่ชีท้องไม่เกินสี่เดือนแม่ชีก็แท้งทุกครั้งไป แม่ชีจึงเดินทางมาวัดแห่งนี้ เพื่อบวชชีอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเหล่าดวงวิญญาณที่แม่ชีเคยทำลายชีวิตพวกเขาเหล่านั้น

นี่สินะที่เรียกว่ายอมรับกรรม แล้วเราล่ะ มีกรรมอะไรที่ต้องชดใช้บ้างนะ แต่ถึงยังไงชาตินี้ขอชดใช้กรรมต่างๆ ให้หมดสิ้นทีเถิดหนา ไม่อยากทุกข์ ไม่อยากรู้สึกผิดกับใครอีกแล้ว เริ่มใหม่สินะ กับการปิดวาจา
.
.
.

หลังจากที่บัวบูชาถือศีลปิดวาจาครบ 9 วัน ก็เดินทางมาที่วัดเดิมที่อยุธยา เพื่อเอาบุญมาฝากวิญญาณพี่สาว และบัวบูชาได้พบกับภวัต อีกครั้งหนึ่งเขาก็มาที่นี่ ไม่สิต้องบอกว่าเขาอยู่ที่นี่ถึงจะถูก เพราะดูแล้วเขาน่าจะมานั่งสมาธิที่นี่ประจำ

“อ้าว คุณภวัต มาที่นี่เหมือนกันหรอคะ ไม่สิบัวคงต้องพูดว่ายังอยู่ที่นี่อีกหรอคะถึงจะถูก จริงไหมคะ”  บัวบูชาถาม

“ถูกครับยังอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่คือที่ที่ผมทำกรรมไว้มากที่สุด ผมจะขออยู่ตรงนี้จนกว่าทุกอย่างจะจบลง”  เขาตอบ

“จนกว่าทุกอย่างจะจบลง นี่ถ้าชาตินี้บัวไม่สามารถทำได้ คุณก็ต้องอยู่ตรงนี้ไปจนตายเลยหรอคะ กดดันจังเลย”

“ไม่ใช่ครับ เรื่องของคุณบัวถือว่าเป็นเพียงปลายเหตุ แต่ต้นเหตุต่างหากที่ผมต้องสะสางให้สำเร็จก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายไป” ภวัตกล่าว

“แล้วบัวสามารถช่วยอะไรคุณภวัตได้บ้างไหมคะ”  บัวบูชาถาม ด้วยอยากช่วย

“ไม่มีครับ มันเป็นสิ่งที่ผมต้องแก้ไขจัดการเอง เหมือนที่คุณบัวเองก็ต้องแก้ไขจัดการเรื่องพี่สาวคุณเองเช่นกัน” ภวัตตอบ

“บัวขอถามอะไรสักข้อได้ไหมคะ”

“ได้สิครับ”

“เราจะต้องเดินในเส้นทางนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ แล้วถ้าวันหนึ่งเราแก้ไขทุกอย่างจบแล้ว เราจะกลับไปใช้ชีวิตปรกติหรือเราจะต้องทำอย่างไร มันคงจะเหงาๆ ปลงๆ นะคะ  คงไม่เห็นในสิ่งที่เคยเห็นอีกต่อไปใช่ไหมคะ”เธอถาม

“ไม่ใช่เลยคุณบัว ทุกอย่างจะคงอยู่กับเราตลอดไป เราจะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือดวงวิญญาณและผู้คนที่เดือดร้อนเพราะวิญญาณชั่วร้ายต่อไป ตราบที่เรายังคงอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม และถือศีลปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ก็จะอยู่และติดตัวคุ้มครองเราตลอดไป” ภวัตตอบ

“ถ้าเป็นแบบนี้เราเองคงต้องร่วมบุญกันอีกเรื่อยๆ สิคะ”

“ครับเราต้องร่วมบุญ ร่วมวาสนาต่อกันต่อไป เวลาจะนำพาทุกสิ่งทุกอย่างมาสู่เราเอง เมื่อถึงเวลาอันสมควร แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมอยากบอกคุณบัวนะครับ การพลัดพรากคือปกติวิสัย มีพบ  มีเจอ  มีผูกพันธ์  มีพลัดพราก ผมอยากให้คุณบัวจำไว้ ต่อไปข้างหน้าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจะอยู่ข้างๆ คุณเสมอนะครับ” ภวัตทิ้งท้ายไว้

สิ่งที่ภวัตกล่าวนั้นบัวบูชาเข้าใจและกำลังทำใจด้วย เพราะบัวบูชาเองได้เห็นสิ่งล่วงหน้ามาแล้วในตอนนั่งสมาธิเมื่อครั้งปิดวาจา แต่ยังไม่สามารถยอมรับได้ในหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เพราะยังไม่สามารถกำหนดรู้ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อใด จากนี้คงทำได้เพียงเตรียมใจและตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือดวงวิญญาณของพี่สาวต่อไป และจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บัวบูชาก็พร้อมที่จะรับมัน พร้อมที่จะช่วยเหลือ พร้อมที่จะแนะนำ และพร้อมที่จะทำตามหากสิ่งนั้นไม่ผิดซึ่งศีลธรรม ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหน ก็จะขอตั้งจิตไว้ว่า จะขอปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ติดค้างให้ได้รับอิสระ ได้ไปสู่ภพภูมิที่ควรต่อไป นี่คือสิ่งที่ตั้งใจไว้ของบัวบูชา

อภิญญาคือความรู้ยิ่ง การที่คนเรามีอภิญญานั้น ย่อมส่งผลทั้งดีและร้าย

วันนี้โชคดีที่บัวบูชา ใช้อภิญญาในสิ่งที่ดีที่ควร แล้วคนอื่นเล่าจะใช้ในทางที่ควรเหมือนบัวบูชาหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวบุคคลนั้นเอง