“ทรัมป์” คลอดแพกเกจ $1 แสนล้าน ให้สิทธิ์มะกัน”ลาป่วยได้ค่าจ้าง” ถ้าติดโควิด-19

ข่าวล่าสุดวันนี้

วันนี้ (19 มี.ค.63) เอเอฟพี – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เซ็นอนุมัติแพกเกจช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์วานนี้ (18 มี.ค.63) ซึ่งจะรับรองสิทธิ์การลาป่วยโดยยังคงได้รับค่าจ้าง (sick leave) แก่ชาวอเมริกันที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ และคาดว่าจะมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ จากส่วนกลางตามมาอีก

มาตรการซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตผ่านการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนน 90 ต่อ 8 และหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงผู้นำสหรัฐฯ ก็ได้ออกแถลงการณ์ลงนามประกาศเป็นกฎหมาย นับเป็นตัวอย่างการทำงานที่สอดประสานกันของ 2 พรรคการเมืองและประธานาธิบดีที่ไม่เห็นได้บ่อยนักในยุคของทรัมป์

กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ชาวอเมริกันที่อยู่ในข่ายเสี่ยงสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองโคโรนาไวรัสได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย, สามารถลาป่วยและลาดูแลครอบครัว (family leave) โดยยังได้รับค่าจ้าง และสนับสนุนวงเงินประกันการว่างงานให้แก่ชาวอเมริกันหลายล้านคน

มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความคุ้มครองแก่พลเมืองอเมริกันในยามที่ชาติต้องเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเวลานี้มีผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ แล้วกว่า 9,000 คน

มิตซ์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำ ส.ว.รีพับลิกันเสียงข้างมาก ออกมายกย่องกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็น “ก้าวย่างที่สำคัญยิ่ง” และถือเป็นแพ็กเกจช่วยเหลือฉุกเฉินชุดที่ 2 ที่ผ่านสภาคองเกรสหลังจากที่มีการอนุมัติงบประมาณต่อสู้ไวรัส 8,300 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อช่วงต้นเดือนนี้

ทำเนียบขาวอยู่ระหว่างเจรจากับสมาชิกสภาคองเกรสเพื่อคลอดมาตรการช่วยเหลือ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่ามหาศาลที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแพกเกจนี้จะครอบคลุมวงเงิน 500,000 ล้านดอลลาร์สำหรับจ่ายเป็น ‘เช็คเงินสด’ ให้แก่ชาวอเมริกัน และอีก 300,000 ล้านดอลลาร์สำหรับปล่อยกู้ให้แก่ธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ

สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการนี้ยังรวมไปถึงการเลื่อนเก็บภาษีวงเงิน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐด้วย

โจ ไบเดน ผู้สมัครประธานาธิบดีเต็งหนึ่งของพรรคเดโมแครต เคยออกมาชี้ว่าการที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์ลาป่วยโดยได้ค่าจ้างถือเป็นช่องโหว่สำคัญในระบบแรงงานของสหรัฐฯ

“มันเป็นเรื่องน่าอับอายของประเทศชาติที่ชาวอเมริกันหลายล้านยังไม่มีสิทธิ์ลาป่วยโดยได้ค่าจ้างแม้แต่วันเดียว” ไบเดน ซึ่งเป็นอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในยุคบารัค โอบามา กล่าว